เมื่อวันที่ 8 มี.ค.67 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะ ร่วมลงพื้นที่ เยี่ยมกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนชาวมอแกลน หมู่ที่ 8 บ้านทับปลา-ลำปี ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพื่อร่วมขับเคลื่อนยกระดับการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมอแกลน โดยมีนายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคประชาสังคม เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ผู้นำชุมชน และชาวบ้านร่วมให้การต้อนรับ
นายประทีป นาวารักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.ท้ายเหมือง กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้ เดิมในอดีตชาวมอแกลนได้เข้ามาอาศัยและทำมาหากินด้วยการทำประมงพื้นบ้าน ปัจจุบันมีประชากร 266 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่พูดภาษามอแกลนได้ การศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาชั้นที่ 4 จนถึงชั้นที่ 6 มีอาชีพและรายได้จากการประมงและค้าขาย พื้นที่อาศัยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานฯ ไม่มีที่ทำกิน ประกอบกับภูมิปัญญา ภาษา ประเพณี กำลังสูญหายเนื่องจากไม่มีผู้สืบทอด จึงต้องการให้ทางภาครัฐเข้ามาสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมกับกันพื้นที่และรับรองสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน รวมถึงให้รัฐดำเนินการกันแนวเขตเปลวป่าช้าและทางสาธารณะที่ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่อดีต แต่เนื่องจากที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถคุ้มครองพื้นที่วัฒนธรรมฯและเอื้อต่อการแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายรัฐบาล
ซึ่งการลงพื้นที่ในวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้ารับฟังปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนและจะได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีให้ทราบ พร้อมร่วมเป็นพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลน บ้านทับปลา-ลำปี ตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนยกระดับส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลต่อไป
นายเสริมศักดิ์ ได้กล่าวชื่นชมในการดูแลหมู่บ้าน การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและการต้อนรับที่ดีของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพก็ล้วนมีความพร้อมในการส่งเสริมให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเล็งเห็นว่าพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการเกิดความรัก ความสามัคคี เป็นปึกแผ่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป เชื่อมั่นว่าการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองฯเป็นสิ่งที่ดีงาม อีกทั้งวัฒนธรรมต่างๆ ก็จะถูกนำมาขยายผลเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนได้ ประกอบกับจะมี พ.ร.บ. ที่กำลังจะออกมาในไม่ช้านี้ ก็จะทำให้การขับเคลื่อนด้านต่างๆชัดเจนและเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลจะได้รับสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมและเป็นธรรม เทียบเท่าฐานะพลเมืองไทยทุกประการ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา :เพจเฟซบุ๊ก PR Phangnga สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา
